Deutschland online bookmaker http://artbetting.de/bet365/ 100% Bonus.

การเปลี่ยนสันดานตัวเอง

การกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูให้คนๆ หนึ่งเป็นคนที่มีสันดานคิดเองได้ช่วยตัวเองเป็นนั้น ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่งานยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลานับ 10 ปี และต้องเริ่มทำแต่ยังเด็ก การเปลี่ยนสันดานผู้ใหญ่ต่างหากที่ยาก เราไม่อาจเปลี่ยนสันดานคนอื่นได้นอกจากเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น คนที่คิดจะแก้สันดานคนอื่นจึงเลิกนึกคิดได้เลย เพราะความล้มเหลวเกิดขึ้นแน่นอน การเปลี่ยนแปลงสันดานของแต่ละคนจะเกิดขึ้นได้ ด้วยความคิดริเริ่มและยินยอมพร้อมใจด้วยตัวเขาเองเท่านั้น

ลำดับแรก คนนั้นต้องไม่พึงพอใจในสันดานที่ตัวเองมีอยู่ เช่น พอใจกับความขี้เกียจ เอาแต่ได้ ขี้อิจฉา เอาเปรียบคนอื่น ฯลฯ และรู้สึกว่าผลที่ได้รับจากพฤติกรรมอย่างนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร ขี้เกียจก็มีคนทำแทน เอาแต่ได้ไม่มีใครนำพา เอาเปรียบคนอื่นแล้วมีคนยอมให้ อย่างนี้ใครจะเปลี่ยน

การเปลี่ยนสันดานได้หรือไม่จึงขึ้นกับคนนั้นว่าตระหนักในปัญหาหรือเปล่า และต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่ หากไม่ตระหนักในปัญหา เช่น บางคนมีสันดานสุดโต่ง ทำอะไรแล้วจะต้องเอาให้ได้ ลงมือแบบสุดๆ ไม่เคยพึงพอใจในอะไรสักอย่างเดียว มองผิวเผินแล้วดูเหมือนดี ได้ผลงานล้ำเลิศ เป็นยอดมนุษย์ที่จะหาใครมาเทียมทัน ตัวเองก็พึ่งพอใจในผลงาน

คนอื่นยกย่องเชิดชู ว่าเป็นคนเก่งคนฉลาด ผู้มากความสามารถ เป็นที่รักใคร่ของนายและคนห่างๆ แต่เมื่อลงรายละเอียดลึกๆ แล้ว ตัวเองเป็นโรคนอนไม่หลับ ประสาทตื่นตัวง่าย สมองตึงเครียดเสมอ ร่างกายทรุดโทรมก่อนวัยอันควร ป่วยกระเสาะกระแสเป็นสารพัดโรค เช่น ลมพิษ กระเพาะแปรปรวน กล้ามเนื้อเสื่อม ลูกน้องแอบนินทา คนใกล้ชิดอิดหนาระอาใจ ไม่ใคร่มีใครสุงสิงด้วย ไม่มีใครอยากอาสาทำงานให้ คนรู้จักไม่อยากให้ความร่วมมือ คู่ชีวิตเบื่อหน่าย ลูกๆ ไม่อยากคุยด้วย แต่เจ้าตัวไม่เคยรู้สึกรู้สม หรือแปลกใจในปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น กลับนึกไปเองว่า เขาอิจฉา เขาขี้เกียจ เขาไม่เก่งเท่าไม่ฉลาดเท่า ฯลฯ ยังคงมีความสุขกับสันดานของตัวเองไปวันๆ

คนแบบนี้ จึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หากเจ้าตัวไม่เกิดปัญหาชีวิตหรือเจอเภทภัยเข้าสักวันหนึ่ง เช่น ป่วยรุนแรง และมารู้ตัวภายหลังว่าเกิดจากสันดานสุดโต่งของตัวเอง เมียเลิก ผัวเบื่อเพราะจริงจังกับงานจนลืมคู่ชีวิต อาสาคนทั้งโลกทำงานได้ แต่อาสาคู่ชีวิตตัวเองด้วยเรื่องง่ายๆ สักเรื่องไม่เคยทำได้ มีเวลาให้กับคนทั้งโลก แต่ไม่เคยมีเวลาให้กับลูกของตัวเอง จนลูกติดยา ตั้งท้อง หนีออกจากบ้าน ฯลฯ จึงได้เริ่มรู้สึกว่าสันดานของตัวเองได้สร้างชะตาชีวิตแบบที่ไม่ต้องการให้ จึงได้คิดที่จะเปลี่ยนสันดานซึ่งนั่นอาจสายเกินไป และซ้ำร้าย คนกลุ่มนี้อาจคิดว่าที่ชะตาชีวิตเป็นอย่างนี้เป็นเพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเอง จึงคิดจะเปลี่ยนสันดานคนอื่นแทน โดยการพยายามเปลี่ยนสันดานคู่ชีวิต เปลี่ยนสันดานลูกๆ ของตัวเอง ยิ่งทำจะยิ่งพบความล้มเหลว ยิ่งบังคับจะยิ่งพบการต่อต้าน ยิ่งฝืนจะยิ่งเผชิญความเศร้า เพราะฉันทั้งดี ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด คนอย่างฉันจะมีชะตาชีวิตอย่างนี้ได้หรือ ไปโทษชะตาชีวิตซะอีก ซึ่งเราจะไปโทษไม่ได้ เพราะชะตาชีวิตของเรา เราเป็นคนกำหนดเองทั้งนั้น

จึงพบว่าสันดานที่คนอยากเปลี่ยน และเปลี่ยนด้วยตัวเองจึงเป็นสันดานที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขในเบื้องต้น หรือทำให้ชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า เช่น กลัวการแสดงออก ท้อแท้หดหู่ง่าย รู้สึกตัวเองไร้ค่าต่ำต้อย เคร่งเครียด เจ้ากังวล โกรธขึ้งโมโหร้าย

สร้างสภาวะเชิงบวกให้ถึงพร้อม

เรามักได้ยินคำว่าคิดบวก บางคนบอกว่าเปลี่ยนวิธีคิดชีวิตเปลี่ยน มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก เพราะการเปลี่ยนวิธีคิดนั้นง่าย ใครๆ ก็ทำได้ แต่พบว่าคนส่วนใหญ่ชีวิตยังคงย่ำแย่อยู่เหมือนเดิม เพราะวิธีคิดเป็นเพียงสมอง ซึ่งเป็นเพียงกลไกขับเคลื่อนจิตสำนึกเท่านั้น เราจึงต้องเปลี่ยนในระดับจิตให้ได้ก่อน แล้วสันดานจึงเปลี่ยน เมื่อสันดานเปลี่ยนแล้วต่างหาก ชะตาชีวิตเราจึงเปลี่ยนได้

การเปลี่ยนจิตด้วยการฝึกสมาธิเป็นเรื่องซับซ้อนและทำยาก การฝึกสมาธิ เช่น การปฏิบัติธรรม เข้าค่ายอบรมนั่งทางในสารพัด ฯลฯ และพบว่า คนส่วนน้อยเท่านั้นที่เปลี่ยนได้ และคนส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนตัวเองไม่ได้ นั่งสมาธิแล้วเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร ไม่ดีขึ้น เบื่อ อึดอัดหงุดหงิด ปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด ฯลฯ แล้วไม่กล้าพูดว่าฉันทำแล้วไม่ได้ผล เพราะจะถูกค่อนแคะเอาว่า โง่ละซี ฉลาดไม่พอ บุญไม่ถึง บาปหนา กรรมหนัก ไป 3 วันไม่พอต้องเพิ่มเป็น 7 ไป 7 ไม่พอต้องเพิ่มเป็น 15 ไป 15 ไมพอต้องเพิ่มเป็น 1 เดือน ถ้ายังไม่พอให้ไป 3 เดือน ถ้าไม่ดีขึ้นให้บวชตลอดชีวิต ฯลฯ สู้อุบปากไว้ อยู่เงียบๆ จะดีกว่า ใครถามก็บอกว่าดี เข้าถึงธรรมะ ปะพลังกายทิพย์ แยกร่างได้ ฯลฯ คนกลับจะยกย่องเชิดชูว่ามีบุญญาบารมีอลังการ

สภาวะเชิงบวกปฏิเสธการปลง การเพ่งกองทุกข์ และวิธีการต่างๆ ที่คล้ายๆ การทรมานตัวเอง เพราะเป็นการตอกย้ำตัวเองว่าฉันมีความทุกข์ การนึกคิดว่าทุกข์หนอทุกข์หนอ พบว่าคนส่วนน้อยเท่านั้นที่หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ กลับยิ่งเพิ่มความทุกข์ในจิตเข้าไปอีก เป็นการสร้างสันดานด้านลบไว้อย่างไม่รู้ตัว

บางแนวคิดที่กล่าวว่า ความสุขคือมายา เราจะต้องวิ่งหนีความทุกข์ให้พ้น จึงพบว่า คนที่ยึดแนวคิดนี้เป็นสรณะ จะดูหน้าตาแห้งแล้งห่อเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง เพราะโดยตรรกะแล้ว ต้องมีความสุขเป็นตัวเปรียบเทียบกับความทุกข์ ของสองสิ่งนี้คู่กันเสมอ หากความสุขเป็นมายา ความทุกข์ก็ต้องเป็นมายาด้วย จะมีสิ่งหนึ่งจริงแต่อีกสิ่งไม่จริงไม่ได้ จะบอกว่าความสว่างไม่มี มีแต่ความมืดหรือ เมื่อความทุกข์เป็นมายาแล้วเราจะวิ่งหนีสิ่งที่ไม่มีตัวตนได้อย่างไร เหมือนคนพยายามวิ่งหนีเงาตัวเอง แล้วเมื่อไหร่จะพ้น ยิ่งหนีก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งปฎิเสธก็ยิ่งเศร้าหมอง พุทธที่แท้นั้นไม่ปฏิเสธทั้งสุขและทุกข์ แต่สอนให้ปล่อยวางต่างหาก

สภาวะเชิงบวกกับพระพุทธเจ้า

ถ้าใช้แนวคิดทางจิตวิทยาวิเคราะห์พระพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระพุทธองค์นั้นมีเกินพอดีด้วยความพร้อมทางโลก ทั้งข้าทาสบริวาร บ้านเมือง ทรัพย์ศฤงคาร อำนาจกฤษฎาภินิหาร ชาติตระกูลศักดิ์ศรีบารมีล้นเหลือในทางโลก แต่ในทางจิตวิญญาณนั้นกลับขาดแคลน ไม่เคยลิ้มรสความไม่มี ไม่เคยเห็นการเกิด แก่ เจ็บตาย ไม่เข้าใจวัฎสงสาร เมื่อได้สัมผัสได้เห็นแต่ไกล จึงได้เกิดกระหายใคร่รู้เรื่องราวของชีวิตและจิตวิญญาณ จนถึงได้ตัดสินใจหนีออกจากวังไปแสวงหาสัจจธรรม

ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนายืนยันว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงปฎิเสธหรือขักชวนให้ใครสละความพร้อมทางโลก หากบุคคลนั้นยังไม่พร้อม แต่ทุกคนล้วนบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งได้  ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด นักพรตผู้ทรงศีล และมหาเศรษฐีผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยที่สุดแห่งจิต หรือถึงที่สุดแล้วด้วยทรัพย์สินเงินทอง เมื่อพบว่าที่สุดที่ตนมีอยู่ยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง พระพุทธองค์จึงได้สอนการปล่อยวาง ชี้ทางสงบแห่งจิตเท่านั้นที่จะเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ คนอยากได้อยากมีอยากเป็นแล้วไม่ได้ และพบความทุกข์อย่างเหลือคณานัป พระพุทธองค์จึงได้สอนการละวาง ชี้ทางสงบแห่งจิตเท่านั้นที่เป็นการได้การมีและการเป็นอันยิ่งใหญ่

คนที่มีบ้างไม่มีบ้าง แต่พึงพอใจดีอยู่ในสถานะของตน พระพุทธองค์จึงได้สอนการดำรงฐานะของตนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก คนครองเรือน พ่อค้า ยาจก ชาวนา คหบดี อำมาตย์ ราชวงศ์ ข้าราชบริพานทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงได้สอน ศีลธรรม อิทธิบาทสี่ พรหมวิหารสี่ ฯลฯ เพื่อสนับสนุนความมีอยู่ ความเป็นอยู่ และความได้อยู่ให้สมบูรณ์และเจริญยิ่งขึ้นไป ให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมีความเสมอภาคกันในการสร้างบุญบารมี ให้ชีวิตพบความสุข ให้สังคมสงบ คนรวยขึ้นสวรรค์ได้ คนจนก็พบหนทางขึ้นสวรรค์ได้ดุจกัน

จึงเป็นธรรมดาอยู่ที่เรามักเห็นคนที่ถึงที่สุดแล้วมักจะหลุดพ้นได้ ถึงที่สุดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ทุกข์จนถึงที่สุด ปลายทางของชีวิตเหลือแต่ทาง 2 เส้น คือตายซะ กับบรรลุสัจธรรม คนที่สุขถึงที่สุด เช่น สมบัติมากจนไม่รู้จะมีไปทำไม ถึงพร้อมด้วยทุกอย่างที่ปุถุชนอยากมี อยากได้ อยากเป็นแล้ว รวยล้นเหลือแล้ว ทรัพย์สินเงินทองถึงพร้อมไม่ขาดมือ คู่ชีวิตดี หล่อ สวย เก่งฉลาด ทำการงานดี มีตำแหน่งใหญ่โต รักและเข้าใจกันสม่ำเสมอ มีลูกดี รับผิดชอบการงานดี ดูแลตัวเองและคู่ชีวิตได้ มีรากฐานชีวิตมั่นคง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ เรามักพบคนที่ถึงที่สุดแห่งความทุกข์มากกว่าคนที่ถึงที่สุดแห่งความสุข คนที่ขาดแคลนถึงที่สุด คนที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น คนที่ทุกข์ทรมานจากการขาดจึงมักหลุดพ้นได้ง่ายกว่าคนที่มี เพราะคนมีก็จะยิ่งสะสมมากยิ่งขึ้นไป

คนที่มีบ้างไม่มีบ้างส่วนใหญ่จึงยังไม่ไปไหน และคนที่มีบ้างไม่มีบ้างนี้ก็เป็นคนส่วนใหญ่และ ยังมีความพึงพอใจและพร้อมที่จะสะสมความอยากได้ใคร่มีไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทุกข์ถึงที่สุด หรือสุขถึงที่สุด แต่การขาดแคลนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเอง กับคนส่วนใหญ่มันจึงเหมือนเชื้อโรคร้ายหรืออุบัติเหตุรุนแรงในชีวิต ที่ไม่มีใครอยากประสบพบเจอ ทุกๆ คนอยากหลีกเลี่ยง การสั่งสมความถึงพร้อมด้วยความสุข จึงเป็นหนทางที่เป็นไปได้มากกว่า การส่งเสริมให้เกิดความอิ่มอกอิ่มใจจากการมี จากการได้ จากการเป็น จึงเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า แล้วค่อยฝึกให้คนรู้จักสละบางส่วนบาง สงสารคนอื่นบ้าง ช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ทำเพื่อส่วนรวมบ้างจะง่ายกว่า การทำให้รู้สึกอิ่มเอมจากการมี การได้ และการเป็นนี้เองคือการสร้าง”สภาวะเชิงบวก”

องค์ประกอบและวัฎจักรของสภาวะเชิงบวก

สภาวะเชิงบวกคือการส่งเสริมองค์ประกอบความเป็นตัวตนของเราให้อยู่ในสภาวะอิ่มเอม 4 อย่าง คือ 1. กิน 2. จิต 3. คิด 4. ดำเนินชีวิต อันดับแรกการกิน คือ อย่าปล่อยให้ตัวเองไม่มีกิน เพราะการไม่ได้กินจะทำให้หิว ความหิวทำให้โมโหง่ายและร่างกายทรุดโทรม การกินไม่เป็นเวลาทำให้ระบบการย่อยแปรปรวน ทำให้ป่วยเป็นโรคทางเดินอาหาร การกินสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ต้องการ เช่น อาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี สารเสพติด แอลกอฮอล์ ฯลฯ ทำให้ป่วยเป็นโรคตับ ไต ระบบขับถ่าย ฯลฯ การกินอาหารดีๆ แพงๆ หรือปริมาณมากเกินไปทำให้ร่างกายได้รับอาหารเกินต้องการและลำไส้ทำงานหนักทำให้ป่วยด้วยโรคต่างๆ ได้ง่าย

อาการป่วยไข้จากการไม่กินหรือกินที่ไม่ถูกต้องทำให้ป่วย การป่วยทางกายบ่อยๆ ซ้ำๆ กระตุ้นให้เกิดโรคทางใจ  โรคทางใจจะกระตุ้นสภาวะจิตที่เป็นเชิงลบ สภาวะจิตที่เป็นเชิงลบจะทำให้เราเป็นโรคหวาดระแวง ขาดความมั่นใจในตัวเอง วิตกกังวลสูง ซึมเศร้า ท้อแท้ง่าย ย้ำคิดย้ำทำ ขาดความต่อเนื่องสม่ำเสมอ หุนหันพลันแล่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ฯลฯ

สภาวะจิตเชิงลบเหล่านี้จะกระตุ้นให้เราคิดแต่เรื่องร้ายๆ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับคนอื่น คิดว่าฉันเป็นคนอ่อนแอไร้ประโยชน์ คงทำอะไรไม่สำเร็จ ไม่อยากทำอะไรเพราะกลัวล้มเหลว กลัวถูกตำหนิ คิดว่าคนอื่นถ้าไม่เลวหมด ก็โชคดีกว่าเราทุกคน หรือคิดว่าคนอื่นแย่กว่าเราทุกคน มีข้อเสีย มีด้านลบ เราไม่อยากสุงสิงคบค้าสมาคมกับใคร เครียดกับทุกเรื่อง ทุกข์กับทุกปัญหา เศร้ากับทุกอย่าง

ความคิดด้านลบย่อมส่งผลถึงการกระทำร้ายๆ ทั้งต่อตัวเองและคนอื่น ทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างไม่ปกติสุข ผิดพลาดล้มเหลวสม่ำเสมอ คิดร้ายกับคนอื่น คิดไม่ดีต่อตัวเอง อดนอนมากๆ ทำร้ายตัวเองเยอะๆ ทรมานตัวเอง หรือตั้งใจทำในสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าไม่ดี ไม่อาย เห็นแก่ตัว ขาดน้ำใจ ยิ่งสภาวะเชิงลบสูงมาก ยิ่งมีความคิดร้ายๆ ผุดขึ้นในสมอง อยากทำร้ายตัวเอง อยากทำร้ายคนอื่น อาฆาต แค้นเคือง อยากทำให้ทั้งตัวเองและคนอื่นอาย เจ็บ เสียใจ

การกระทำด้านลบที่เกิดขึ้น จะขยายวงออกไปในทุกเรื่อง รวมไปถึงการกิน การเสพ ทำให้สูบบุหรี่จัด ติดเหล้า ติดยา กินเยอะจนอ้วนตูมตาม ปราศจากการยับยั้งชั่งใจ ทำอะไรสุดโต่ง หักโหม ทุรนทุรายกับปัญหาต่างๆ รอบตัว และจะวนเวียนส่งผลต่อกันและกันเป็นวัฎจักรและส่งต่อกลับคืนกันไป จนความรุนแรงซ้ำเติมเพิ่มขึ้นๆ ไม่จบสิ้น

จิตคือจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนสันดาน

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า”จิต”เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะพฤติกรรมทางความคิด การกินและการดำเนินชีวิต ไม่ใช่สมองหรือสิ่งอื่นใด หากตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “ยังมีใครอีกไหมที่ไม่รู้โทษพิษของบุหรี่?” คงไม่มีใครตอบว่า “อ๋อ...เหรอ...ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าบุหรี่มีแต่โทษ”

แต่ยังคงมีคนสูบบุหรี่อยู่ทั่วไป และมีคนสูบบุหรี่อยู่ทุกวัน ขณะที่มีคนตายจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ทุกวัน วันละหลายๆ คนก็ตาม ทุกคนมีความรู้เรื่องโทษของบุหรี่ แต่อะไรเล่าที่เป็นตัวผลักดันให้สูบบุหรี่ หรือการกินจนอ้วน ทุกคนรู้ว่าเมื่ออ้วนมากๆ จะมีแต่ผลเสีย หุ่นไม่ดี สิ้นเปลือง บุคลิกภาพเสียไป ขาดความมั่นใจในตัวเอง มีปัญหาทางจิตและอารมณ์ในด้านต่างๆ แต่คนอ้วนก็ยังมีอยู่ดาษดื่น หากสมองเป็นผู้กำหนด ก็แค่สั่งว่าจงเลิกสูบบุหรี่ จงเลิกกินจุกจิกสิ ทำสิ และพบว่าไม่ดีใช่ไหม สมองจึงไม่ใช่เครื่องมือในการกำหนดความเป็นไปหรือชะตาชีวิตของเราแน่นอน

การดำเนินชีวิตที่หักโหม ไม่ดูแลตัวเอง เที่ยงดึกดื่นอดหลับอดนอน หรือทำงานเหมือนคนบ้า ทำทั้งวันทั้งคืน ตากแดดตากฝน ทนทำในสิ่งที่จะทำให้ป่วยไข้ ทั้งรู้ว่าจะต้องป่วยตามมา ทำให้เครียดง่าย หงุดหงิดง่าย อดนอน ระบบย่อยอาหารแปรปรวน เป็นโรคภูมิแพ้ กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ ร่างกายทรุดโทรม ลามไปถึงการป่วยเป็นโรคไต เบาหวาน และมะเร็งในตอนท้าย ทั้งหมดนี้จิตอีกนั่นแหละที่เป็นตัวควบคุมบังคับให้เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้ เพราะจิตนี้มีสภาวะเชิงลบอยู่มาก จึงควบคุมบังคับให้เราดำเนินชีวิตด้านลบไม่หยุดหย่อน ส่วนสมองนั้นรู้ทั้งรู้ เข้าใจทะลุปรุโปร่ง แต่ไม่อาจมีอิทธิพลที่จะควบคุมให้ทำหรือไม่ทำได้แม้แต่น้อย

เราจึงขมวดรวบเรื่องได้อย่างชัดเจนว่า ความคิดด้านบวกหรือลบเป็นผลสะท้อนของจิตที่เป็นด้านใดต่างหาก จึงเป็นการกล่าวย้ำว่า “เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตยังไม่น่าจะเปลี่ยนได้” หากแต่ต้องเปลี่ยนสภาวะเชิงบวกให้แก่จิตเท่านั้น ความคิดอ่านของเราจึงสามารถเป็นด้านบวกได้ เพราะจิตต่างหากเป็นตัวควบคุมความคิด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความคิดอยากทำร้ายหรือพูดจาด่าทอคนอื่น ทุกคนรู้ว่าการทำร้ายหรือด่าทอคนอื่นเป็นสิ่งไม่ได้ แม้เขาจะปฏิบัติไม่ดีกับเรา เพราะมนุษย์ที่พัฒนาแล้ว มีการศึกษา มีสังคมที่ดีย่อมเข้าใจและเรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้วทุกคนว่า เราสามารถตอบสนองการปฏิบัติที่ไม่ดีต่อเราได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การพูดจา การหลีกเลี่ยง และการไปแจ้งความให้คนอื่นจัดการปัญหาให้

บางคนไม่สามารถทำได้ คือ โมโห และเราเคยได้ยินคนพูดว่า “เวลาโมโหนะ ให้นับ 1 ถึง 100” ถามจริงๆ เถอะ เคยมีใครนับถึงบ้างไหม ไม่มีหรอก เพราะสิ่งที่คนอื่นกระทบกระทั่งเราทำให้เราโกรธ เวลาโกรธเกิดสภาวะใจว่างขึ้น ซึ่งเป็นการไปปลุกจิตใต้สำนึกให้ตื่นขึ้นมา และเมื่อจิตใต้สำนึกตื่นขึ้นมาแล้ว หากเราไม่เคยฝึกจิตไว้ให้ดี จิตใต้สำนึกจะกระตุ้นสัญชาติญาณดิบให้เราโต้ตอบไปโดยไม่ผ่านกระบวนการทางสมองแม้แต่น้อย

Download Template Joomla 3.0 free theme.