Deutschland online bookmaker http://artbetting.de/bet365/ 100% Bonus.

ความบังเอิญในชีวิตที่สามารถสร้างกฎแห่งแรงดึงดูด

เราทุกคนล้วนอยู่ในสภาพแวดล้อมของกฎแห่งแรง ดึงดูด เป็นสิ่งที่น่าสนใจเมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจกฎนี้ และการปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับกฎ สามารถช่วยส่งเสริมกฎแห่งแรงดึงดูดให้แก่เราได้

ข้อพิสูจน์และแนวทางปฏิบัติที่สามารถยก ตัวอย่างให้เราเห็นเป็นรูปธรรมได้ คือ มีเหตุบังเอิญด้านดีๆ เกิดขึ้นกับเราเสมอๆ บ่อยๆ และซ้ำๆ หากแต่คนจำนวน 43% มักไม่ใส่ใจกับมัน คนจำนวน 33%คิดว่า “ก็แค่เหตุบังเอิญ”แล้วลืมมันไปในเวลาอันรวดเร็ว คนจำนวน 23% มักจดจำและประทับใจแต่กับเหตุบังเอิญร้ายๆ เรื่องลบๆ ปรากฎการณ์แย่ๆ และพบว่าเหตุการณ์คล้ายคลึงกันนั้นวนเวียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเขาอีก ไม่รู้จบ

เหลือผู้คนอีกเพียง 1% เท่านั้นที่สนใจปรากฎการณ์ด้านบวกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เรียนรู้ เข้าใจ ทำซ้ำ และพบว่าหลังจากนั้น เหตุการณ์ดีๆ ปรากฏการณ์บวกๆ มักเกิดขึ้นกับตัวเองสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และเพิ่มเรื่องราวเนื้อหาที่ใหญ่ขึ้น สำคัญขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น และคนจำนวนนี้เท่านั้น ที่สามารถยืนยันได้ในเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูด เพราะว่ามันมีอยู่จริง เพียงแต่มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เรียนรู้ เข้าใจและปฏิบัติจนเกิดผลกับตัวเองซ้ำๆ สม่ำเสมอ ซึ่งเราจะพิสูจน์ให้คุณได้เห็น

เหตุบังเอิญมักเกิดขึ้นกับทุกคนในชีวิต และไม่จำกัดว่าจะเกิดในด้านดีด้านร้าย บางคนเกิดด้านดีมากกว่าร้าย บางคนได้รับทั้งด้านดีและด้านร้ายพอๆ กัน บางคนเกิดแต่ด้านร้ายไม่เว้นแต่ละวัน การที่เหตุบังเอิญหรือปรากฎการณ์ด้านบวกหรือลบจะเกิดขึ้นกับเราหรือไม่นั้น ต้องอาศัยพลังจากตัวเราที่จะดึงดูดสิ่งนั้นมา เพียงแต่ว่าตอนที่มันเริ่มต้นนั้น เหมือนเราเล่นเกมส์ที่ทุกคนมีตัวละครในเกมส์เท่ากัน มีทรัพยากรเท่ากัน และมีเวลาเล่นเท่ากัน มันสำคัญที่จุดเริ่มต้นว่า เมื่อเราได้รับผลด้านใดด้านหนึ่งแล้ว เราจะเอาผลที่ได้รับนั้นมาเป็นทุนรอนต่อไปในการดึงดูดสิ่งต่างๆ สู่ตัวเราหรือไม่

คนที่ไม่ใส่ใจกับมัน ย่อมเหมือนกับคนที่แม่บ้านสำนักงานถือกาแฟมาวางตรงโต๊ะ หน้าตรงที่เรานั่งอยู่ ส่วนเราทำหน้างงๆ และปล่อยให้กาแฟแก้วนั้นวางไว้บนโต๊ะเฉยๆ และเลิกสนใจมันอีก แน่นอน ในคราวต่อๆ ไปแม่บ้านคนนั้นย่อมไม่ใส่ใจที่จะให้บริการเราอีก กาแฟที่จู่ๆ เธอจะหยิบยื่นให้ย่อมไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะคราวก่อนคุณได้แสดงท่าทีเพิกเฉยกับกาแฟที่เธอได้ส่งให้

คนที่บอกกับตัวเองว่า ก็แค่เหตุบังเอิญ ย่อมเหมือนกับคนที่รับกาแฟจากแม่บ้านสำนักงานด้วยสีหน้างงๆ แม้แต่กล่าวขอบคุณ แม้แต่พยักหน้าผงกหัว หรือกล่าวชื่นชมในสิ่งที่เธอทำก็ไม่มี คราวต่อไปถ้าคุณไม่ร้องขอกาแฟด้วยตัวเอง เธอก็จะไม่หยิบยื่นกาแฟแก้วใหม่ให้แก่คุณอย่างเด็ดขาด

คนที่จดจำและประทับใจแต่เหตุการณ์ร้ายๆ เรื่องลบๆ ประสบการณ์แย่ๆ เอ็ดตะโร ดุด่า ตำหนิติเตียนทุกอย่างรอบตัว หรือแม้กับกาแฟแก้วเดียวที่แม่บ้านหยิบยื่นให้ แน่นอนว่าคราวหน้าคุณอาจได้กินกาแฟใส่เกลือ หรือถูกแม่บ้านตะเพิดไล่เอาด้วยซ้ำไป

คนที่สนใจปรากฎการณ์ด้านบวก เหมือนแม่บ้านสำนักงานยื่นกาแฟให้คุณ คุณรับด้วยความสดชื่น กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ และเมื่อจิบกาแฟแก้วนั้นแล้วไม่วายกล่าวชื่นชมรสชาติที่กลมกล่อมที่แม่บ้าน คนนั้นได้บรรจงทำขึ้นมาให้แก่คุณ เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยรอยยิ้ม และพยักหน้าผงกหัวอย่างมีความสุข แน่นอนว่า คุณย่อมเป็นคนเพียง 1% ที่แม่บ้านคนนั้นตั้งหน้าตั้งตารอ และกุลีกุจอวิ่งไปชงกาแฟหลังสำนักงานอย่างเร็วในวินาทีที่เพียงแต่เห็นคุณ ก้าวเดินมาในสำนักงาน และพร้อมกับที่คุณหย่อนก้นตรงเก้าอี้ กาแฟอุ่นๆ หอมฉุยและใช้ฝีมือความตั้งใจที่มากขึ้นกว่าคราวก่อนของแม่บ้าน ได้วางลงพร้อมกันด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น แถมพร้อมด้วยขนมชิ้นเล็กๆ แสนอร่อยที่แม่บ้านกันไว้เป็นพิเศษให้แก่คุณ

เห็นมั้ยว่ากฎแห่งแรงดึงดูดไม่ใช่เรื่อง อะไรที่เหลือเชื่อ ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนเข้าใจยาก หรือใครบางคนจะเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เพียงแต่คุณทำความเข้าใจกับธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ คนย่อมสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับที่มีอยู่นี้ได้จริง และเริ่มต้นเป็นนายของกฎแห่งแรงดึงดูด เพื่อได้ในสิ่งที่ต้องการอย่างไม่รู้จบด้วยตัวคุณเอง

วิธีพิสูจน์ง่ายๆ ว่ากฎแห่งแรงดึงดูดนั้นมีอยู่จริงด้วยการสังเกตเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นกับ เราในชีวิต และถามตัวเองว่า เวลาสิ่งเหล่านั้นเกิดกับเรา เรามักตีความไปในทางไหน คือ 1. ไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย 2. คิดว่าก็แค่เรื่องบังเอิญ 3. แทนที่จะชื่นชมกับเรื่องบังเอิญด้านดีๆ กลับไปเสียใจ คร่ำครวญ หงุดหงิดกับเหตุบังเอิญด้านร้ายๆ หรือ 4. คุณขอบคุณ ชื่นชม และรอคอยเหตุการณ์ดีๆ แบบนั้นให้เกิดกับคุณอีก

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ รับรองได้ว่า ทุกข้อต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิตแน่ๆ แต่หลังจากนั้นมันจะเกิดขึ้นอีกบ่อยๆ หรือซ้ำๆ ขึ้นกับว่าคุณทำตัวเป็นคนที่คิดในแบบข้อที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4 ทางด้านบน

1. คุณเคยเห็นเงินใครไม่รู้หล่นอยู่ที่พื้นบนฟุตบาธ และไม่มีใครยืนอยู่แถวนั้นเลย

2. คุณกำลังฮัมเพลงที่ชื่นชอบอยู่ ซึ่งพ้นเวลาฮิตในช่วงเวลานั้นไปนานแล้ว อีกไม่เกินนาที ปรากฏว่า คนที่ผ่านมาหรือสถานที่ที่คุณแวะไป ฮัมเพลงหรือเปิดเพลงเดียวกันอยู่พอดี

3. คุณเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งที่ไม่คุ้นเคย ระหว่างทางนึกอยากกินอาหารบางอย่าง และในวินาทีนั้นเอง ร้านอาหารที่ติดป้ายตัวเบ้อเริ่มว่า ขายอาหารที่คุณกำลังอยากจะกิน ก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าพอดี

4. คุณกำลังนึกถึงใครอยู่ที่ไม่ได้ติดต่อกันพักใหญ่แล้ว หรือบางครั้งกำลังหยิบโทรศัพท์จะโทรหาคนนั้นพอดี ปรากฏว่ามีสายเรียกเข้ามาและเป็นสายจากเขา

5. จู่ๆ มีคนมาเสนองาน เสนอเงิน เสนอโอกาสดีๆ ในชีวิตให้ จนคุณต้องถามตัวเองในใจว่า นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่

6. คุณกำลังนึกว่า วันนี้จะมีเรื่องอะไรดีๆ หรือเรื่องขำๆ เกิดขึ้นบ้าง แล้ววันนั้นคำถามของคุณที่คิดในใจก็เกิดขึ้นจริงๆ อย่างใจนึก

7. คุณพบว่าเงินที่คุณเก็บซ่อนไว้ หรือวางไว้ตรงไหนสักแห่ง มันหายไปเฉยๆ

8. คุณกำลังอารมณ์เสียเพราะอะไรบางอย่าง และพบว่า คนที่เดินผ่านมากำลังทำหน้าหงุดหงิดและบ่นด่าอะไรบางอย่างไปด้วย หรือสถานที่ที่คุณไป มีคนกำลังทะเลาะกันอยู่

9. คุณเกิดอุบัติเหตุขึ้นขณะเดินทาง

10. คุณกำลังนึกตำหนิใครอยู่ในใจ และปรากฏว่าเขาโทรเข้ามาหาคุณพอดี

11. งาน เงิน และโอกาสดีๆ ในชีวิตของคุณ มันถูกเอาไปหรือพังทลายลงเฉยๆ แบบคุณงงๆ

12. คุณกำลังวิตกกังวลว่า วันนี้จะมีเรื่องแย่ๆ ร้ายๆ อะไรเกิดกับฉันอีก แล้ววันนั้น เรื่องแย่ๆ ร้ายๆ ก็เกิดขึ้นมาจริงๆ

คุณจะพบว่า ปรากฎการณ์ทั้ง 12 ข้อนี้ เคยเกิดกับทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ข้อละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่หลังจากนั้นสิ มันจะเกิดขึ้นกับคุณซ้ำๆ ด้านใดด้านหนึ่งหรือไม่ ขึ้นกับคุณที่จะดึงดูดให้มันเกิดขึ้นอีกหรือไม่ คนจำนวน 43% ไม่ใส่ใจกับมันอีก และพบว่าเหตุบังเอิญเหล่านั้นมักไม่เกิดอีกเช่นกันทั้งด้านดีด้านร้าย นี่ก็เป็นแรงดึงดูดอีกเช่นกัน เป็นการดึงดูดสิ่งที่เรียกว่าไม่โชคดีไม่โชคร้าย เพราะเมื่อคุณไม่ใส่ใจกับมันไม่ว่าจะด้านใด คุณจึงหวังพึ่งแต่ผลงานและฝีมือของตัวเองเท่านั้น ซึ่งบางครั้งคุณพบว่า ชีวิตของคุณเหนื่อยมาก เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ บางคนที่ชีวิตดูสบายๆ ไม่ต้องต่อสู้ ไม่ต้องดิ้นรนมาก แต่มีมากกว่า เหนือกว่า และดีกว่าคุณในทุกๆ ด้าน

คนจำนวน 33% บอกกับตัวเองว่า ก็แค่เหตุบังเอิญ จึงขึ้นกับว่า เขามักรู้สึกพึงพอใจกับเหตุบังเอิญด้านบวกหรือไม่ หรือคร่ำครวญ หงุดหงิด อารมณ์เสีย อาลัยอาวรณ์กับเหตุบังเอิญด้านลบๆ ถ้าเขามีจิตโน้มเอียงไปด้านบวก จะพบว่าเหตุบังเอิญดีๆ ยังจะเกิดในชีวิตเขาอยู่เรื่อยๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขามีจิตโน้มเอียงไปด้านลบ เหตุบังเอิญด้านร้ายๆ ลบๆ แย่ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับขำสม่ำเสมอ

คนจำนวน 23% ไปคร่ำครวญ ตีโพยตีพาย หงุดหงิด โมโห และมีสมาธิอยู่กับแต่เหตุการณ์ด้านร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง รวมถึงการวิตกกังวลอนาคตที่ยังไม่เกิด คาดการณ์แต่สิ่งที่เป็นเรื่องร้ายๆ และพบว่า ชีวิตของคนนั้น มีแต่เรื่อง มีแต่ปัญหา มีแต่สิ่งรบกวนจิตใจ มีแต่เหตุการณ์ร้ายๆ ความสูญเสียและเสียหายรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน

ความจริงในทางวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์กฎ แห่งแรงดึงดูดนี้ได้ สะสารอย่างเดียวกัน ความถ่วงจำเพาะใกล้เคียงกัน ความสามารถในการดูดซึมคล้ายกัน คุณสมบัติในการดูดและคายสี กลิ่น ความร้อนพอๆ กัน เมื่อเข้าไปอยู่ในที่รวมกัน และผ่านกระบวนการร่อน แยก หรือแขวนลอยในน้ำ สิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้นย่อมจะไปรวมในที่เดียวกันเสมอ

เศษดินและหินทั้งหลายนั้นไม่อาจปรับเปลี่ยน ตัวเองได้ ต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำจากผู้อื่นอยู่ร่ำไป เขาอยากให้เล็กก็ทุบเอา อยากให้ใหญ่ก็ใช้น้ำเอามาปั้น ไม่มีปัญญาความสามารถหรือศักยภาพจะชี้นำหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่มนุษย์นั้นมีศักยภาพในการชี้นำและเปลียนแปลงตัวเองได้ทุกคน เราจึงมีสิทธิเลือกที่จะเป็นและไม่เป็นอะไร ในขณะเดียวกันย่อมมีสิทธิเลือกที่จะดึงดูดและไม่ดึงดูดอะไร ถ้าเราปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม ย่อมเหมือนดินหินทรายที่ช่วยเหลือเปลียนแปลงตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อเราไม่ใช่ดินหินทราย เราจึงสามารถช่วยเหลือเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลาและทุกเมื่อ เพียงแต่ว่าเราเชื่อมั่นในตัวเองหรือไม่ และมีความมุ่งมั่นที่จะลงมือมากน้อยเพียงใด

Download Template Joomla 3.0 free theme.