Deutschland online bookmaker http://artbetting.de/bet365/ 100% Bonus.

เรื่องดีๆ ของเจ้าหัวขโมย

Author: กล้วยทอด
Posted: 09/20 12:50 PM

เค้าว่าคุณหมอคนนี้ไม่มีตัวตน อ่านมาหลายหนแล้วหล่ะ แต่ก็ยังอ่านซ้ำได้อยู่นะ

เรื่องดี ๆ ของเจ้าหัวโขมย
หลายวันก่อนผมได้รับ forward mail ฉบับหนึ่งครับ เล่าถึงเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสองแม่ลูก และเจ้าเด็กหัวขโมยคนหนึ่ง
เนื้อหามีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งระหว่างที่สองแม่ลูก กำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ในตลาด ก็ไปเห็นเจ้าเด็กหัวโขมยตัวน้อย ที่ถูกชาวบ้านตามจับมาได้หลังจากเข้าไปขโมยยาธาตุในร้านขายของชำ
เมื่อแม่มองดูหน้าขโมยแล้วก็พบว่า เป็นลูกชายของแม่ค้าที่รู้จักมักคุ้นกัน จึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยการจ่ายสตางค์ค่ายาธาตุให้กับเจ้าของร้านชำ และเมื่อถามไถ่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ทราบว่าแม่ของเด็กกำลังไม่สบายอย่างหนัก แต่ด้วยความที่ไม่มีเงิน และอยากจะรักษาแม่ให้หาย จึงต้องทำแบบนี้


พอฟังจบ แม่จึงซื้อยาแก้ปวดและส้มให้เด็กผู้ชายไป 1 ถุง พร้อมบอกว่าคนไม่สบายทานส้มเยอะ ๆ จะได้หายไว ๆ อีกทั้งถ้าคราวหลังต้องการเงินทองไปรักษาแม่แล้วขาดเหลืออย่างไร ก็ให้มาบอกตนได้
เหตุการณ์คราวนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับลูกสาวของแม่เป็นอย่างมาก เธอไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใด แม่จึงให้ความช่วยเหลือเจ้าหัวโขมยถึงเพียงนั้น แต่แล้วคำตอบที่ได้รับจากแม่ก็คือ "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะมันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้วไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"


"จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น.แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้ ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"
20 ปีหลังจากนั้น ลูกสาวของแม่เรียนจบปริญญาตรีแล้วครับ เธอเป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงตัวและแม่ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็มาถึง เมื่อเธอพบว่าแม่กำลังป่วยอย่างรุนแรงด้วยอาการเนื้องอกในสมอง
เธอดิ้นรนหาทางรักษาแม่ทุกวิถีทาง สุดท้ายแพทย์ที่ให้การรักษา ก็แนะนำว่าต้องเข้ารับการผ่าตัดจากแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง แห่งหนึ่ง
เธอกับแม่จึงเดินทางไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้น และแพทย์ก็ได้ให้ความช่วยเหลือ โดยการผ่าตัดเนื้องอกในสมองของแม่ในทันที


ระหว่างที่เธอกำลังรอการผ่าตัดอยู่นั่นเอง เธอได้ทราบข้อมูลจากเพื่อน ๆ ว่า การผ่าตัดเนื้องอกในสมองนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงมาก บางครั้งอาจะสูงถึงห้าแสนบาทด้วยซ้ำไป
ความที่เพิ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่ เงินเดือนเริ่มต้นเพียงหมื่นกว่าบาท ทำให้เธอกลัดกลุ้มนัก ว่าจะนำเงินที่ไหนมารักษาแม่ของเธอ
ภายหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น แพทย์ผู้ดูแลให้แม่พักผ่อนอยู่ในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง แล้วก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ พร้อมกับบอกว่า เดี๋ยวจะมีหนังสือแจ้งยอดค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลไปที่บ้าน ถึงตอนนั้นก็มาจ่ายสตางค์ที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน


หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีหนังสือแจ้งค่าใช้จ่ายไปที่บ้าน แต่พอได้เปิดอ่าน ก็ต้องประหลาดใจที่ค่าใช้จ่ายมีเพียงค่าประสานงานของโรงพยาบาลเพียงไม่กี่ ร้อยบาทเท่านั้น
ทั้งสองแม่ลูกจึงพากันไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบดูว่าอาจจะเกิดความผิดพลาดในการแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลได้พบกับนางพยาบาลท่านหนึ่ง เธอบอกว่า “คุณหมอที่รักษาคุณป้า ฝากจดหมายนี้เอาไว้ให้ค่ะ ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดคุณหมอแจ้งกับโรงพยาบาลว่า ท่านจะรับผิดชอบเองค่ะ”
แม่ลูกทั้งสองรับจดหมายมาเปิดอ่าน ถึงกับหน้าตาคลอเบ้ากับเนื้อความด้านในที่เขียนเอาไว้ว่า

'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนาน ๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร'
อย่าว่าแต่แม่ลูกทั้งสองคนเลยครับ ผมเองก็น้ำตาคลอเบ้าเหมือนกัน
ผมไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง หรือเรื่องที่แต่งขึ้นนะครับ พยายามสืบเสาะหาข้อมูลว่านพ.เดชา ทองวิจิตร มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ก็ไม่ปรากฎหลักฐานแต่อย่างใด
แต่ท่านทราบหรือไม่ครับ ว่าเรื่องราวที่เพิ่งได้อ่านไปนั้น กำลังเป็นที่กล่าวถึงในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างมากมาย ที่มากไปกว่านั้น ผมทราบมาจากรุ่นน้องที่กำลังเป็นนักเรียนแพทย์อยู่ว่า อาจารย์หมอบางท่าน ได้นำเรื่องนี้ ไปสอนว่าที่คุณหมอทั้งหลายในชั้นเรียนด้วยครับ


ซึ่งเรื่องราวระหว่างสองแม่ลูก และเจ้าเด็กหัวขโมยนี้ ล้วนมองได้จากหลายแง่หลายมุม
ผู้อ่านทั่วไปก็สามารถมองได้ในแง่ของความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คุณหมอเอง ก็อาจจะมอบถึงเรื่องจริยธรรม และมโนธรรมที่แพทย์ควรมีต่อคนไข้ คุณตำรวจก็อาจมองได้ในแง่ของการกระทำผิดกฎหมาย ล้วนแตกต่างกันไปตามหน้าที่และความรับผิดชอบครับ
แต่ที่ผมนำเรื่องนี้มาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันก็เพราะว่า ผมมองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องราวดี ๆ ถือได้ว่าเป็นสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นในสังคมของเรา


ทุกวันนี้สังคมในบ้านเรากำลังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนกำลังสับสนในสถานการณ์บ้านเมือง ข่าวคราวทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ โทรทัศน์ กำลังขะมักเขม้นกับการเกาะติดสถานการณ์เหล่านี้ ผลพวงที่ตามมาก็คือ ผู้รับข่าวสารอย่างเรา ๆ ก็ต้องรับเอาความหนักหน่วงของสถานการณ์นั้น ๆ มาไว้อยู่ในจิตใจของเราด้วย
ผมไม่ได้กำลังจะบอกให้ทุกท่านละทิ้งความเป็นจริง และหน้าที่ความรับผิดชอบของเราที่พึงมีต่อบ้านเมืองนะครับ เพียงแต่ว่า เมื่อเรากำลังถูกรุมล้อมด้วยปัญหาสังคม และปัญหาบ้านเมืองอย่างรอบด้าน เราจำเป็นต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งและดีงาม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
หลังจากที่ผมอ่านเรื่องของแม่ลูก และคุณหมอท่านนี้จบแล้ว ผมรู้สึกอิ่มเอมอย่างไรบอกไม่ถูกครับ ทราบแต่เพียงว่าจิตใจมันพองโต ราวกับเพิ่งได้รับสารกระตุ้นช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ผมอยากเชิญชวนผู้อ่านทุกท่าน ให้ลองหาเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา แล้วซึมซับกับสิ่งดีงามเหล่านั้น นำเอาความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับรู้เรื่องราวดี ๆ เข้ามาเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตประจำวัน แล้วแปรเปลี่ยนกำลังใจเหล่านั้น มาเป็นพลังในการนำพาให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข
เพราะผมเชื่อว่า เมื่อมีความสุขเกิดขึ้นที่ใดแล้ว มันก็พร้อมที่จะแพร่กระจายไปยังทุกหนทุกแห่ง พาให้เกิดสิ่งดี ๆ เรื่องราวดี ๆ และความสุขขึ้นอีก เป็นอย่างนี้เรื่อยไปไม่มีวันจบสิ้นครับ

Download Template Joomla 3.0 free theme.